วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

8 อาการ รู้ได้อย่างไรว่าถูก " เพื่อนแอบชอบอยู่ " !!

1.คุณมักรู้สึกว่าถูกจ้องมองตลอดเวลา ไม่ว่าจะกิน เดิน หรือ หลับในห้องเรียน -*-

2.เวลาเค้าทำอะไรสักอย่างให้คุณ เค้าจะบอกว่า " ไม่เป็นไรหรอกเพื่อนกัน " แต่เมื่อคุณบอกว่า " ขอบใจน่ะ " คุณกลับจะได้รอยยิ้มแบบเขิล ๆ แบบเก็บไว้ไม่อยู่(แต่แอบเนียน)กลับมา

3.เวลาอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ๆ ถ้าคุณไม่ได้สังเกตุอะไรก็จะเหมือนทุกอย่างเป็นปรกติ แต่ถ้าลองสังเกตุใครสักคนนั้นซิ
เค้าจะมีอาการอะไรที่แปลกไปจากคนอื่นแน่นอน

4.เค้ามักจะงอลคุณโดยที่คุณไม่รู้สาเหตุโดยคุณจะเฝ้าถามตัวเองว่า " เป็นอะไรของ..ว่ะ !! "
*คนแอบรักจะรู้ดีว่าชอบงอลเค้าเรื่องอะไร

5.เวลาวันสำคัญคุณมากจะได้ของขวัญจากเค้าเป็นคนแรก (ถ้าไม่นับแฟนของคุณในกรณีที่มี) ไม่แน่อาจจะก่อนแฟนของคุณด้วยซ้ำ

6.เวลาคุณเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง เค้าจะนั่งฟังคุณอย่างใจจดใจจ่อ แม้เรื่องนั้นมันจะไม่มีสาระอะไรเลยก็ตาม -*-
แถมหัวเราะโอเวอร์ในมุขที่คนอื่นแค่ " หึ ๆ " หรือแป้กนั้นเอง

7.บางครั้งเค้าอาจจะถามถึงแฟนของคุณ แล้วพูดในเชิงว่าเค้าเป็นอย่างไรยังดีอยู่ไหม ?
แต่เวลาที่คุณทะเลาะกับแฟนคุณจริง ๆ เค้ากลับปลอบใจอย่างเอาเป็นเอาตาย และพยายามทำให้คุณ
คนดีกันให้ได้...เพราะเค้าไม่อาจทนเห็นน้ำตาของคุณไงล่ะ !

8.ถ้าคุณได้เจอกับคนๆนี้แล้ว ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นที่แปลกไปจากเดิม เพราะคิดซะว่า
ที่เค้าทำเพื่อนคุณก็แค่อยากให้คุณมีความสุขที่สุด เค้าไม่หวังอะไรไปมากกว่านั้น

นอกจาก ได้ใกล้ชิด ได้ดูแล แล้ว ได้รู้ว่าคุณมีความสุข ถึงจะไม่ได้รับ " คำว่ารัก " แต่แค่คำว่า " ขอบใจมากน่ะ "
แค่นี้ เค้าก็มีความสุข...มากพอแล้ว

เจ็บๆๆๆ

หวานต้นจืดปลาย

ของขวัญ


ถ้าพูดถึง ของขวัญ เรามักนึกถึงสิ่งของที่เรามอบให้กันในวันสำคัญต่าง ๆ แต่อันที่จริงแล้ว ยังมีของขวัญที่เราสามารถมอบให้กันได้ทุกวัน โดยไม่เสียเงินเลย

ของขวัญล้ำค่าเหล่านี้ ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ใดแล้ว ผลที่ได้รับมีคุณค่ามากมายมหาศาล ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องลงทุนซักแดงเดียว เรามาลองดูรายละเอียดของกิฟต์เซ็ต ชุดนี้กันดีกว่า


ของขวัญจากการฟัง : จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอผู้อื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจากภาษากาย : อย่าอายที่จะแสดงความรักต่อครอบครัวหรือเพื่อนของคุณ การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้ จับมือ, โอบไหล่, สวมกอด, หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจากความเบิกบาน : แบ่งปันเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ให้คนรอบข้าง มีเรื่องสนุกอย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจากการเขียน : กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ?ฉันรักคุณจังเลย? ... ?ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ? ... จะสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่คนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจากคำชม : ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากได้รับคำชม เช่น ?ผมทรงนี้ดูดีจัง? ?กับข้าวอร่อยมากเลยนะ? ?ผอมลงรึเปล่า ดูดีขึ้นเยอะเลยนะ? แต่อย่าชมจนเว่อร์ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่จริงใจ

ของขวัญจากความมีน้ำใจ : ความจริงคนเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ สภาพสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการ ?หลับใน? การแบ่งปันให้กันจะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นนะ

ของขวัญจากเวลาส่วนตัว : บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง อย่าลืมเคารพสิทธิ์ผู้อื่นด้วย ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเมื่อเขาต้องการ


ของขวัญจาการให้กำลังใจ : คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส ?ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้? ? ยากกว่านี้เธอยังทำได้เลย? สักวันรถของคุณเองก็อาจขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจาก มธุรสวาจา : คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ?ขอบคุณ? ?ขอโทษ? ?ไม่เป็นไร? เพราะคุณเองก็คงอยากฟังคำพูดดี ๆ จากคนอื่นบ้างเหมือนกัน

เห็นไหมว่า เรามีของขวัญมากมายอยู่กับตัวที่สามารถหยิบยื่นให้แก่กัน ได้ทุกที่ทุกเวลา ลองมอบให้คนข้าง ๆ ซักคนละชิ้น สองชิ้น เริ่มต้นจาก การยิ้มให้กันก่อน ยิ้ม เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพและเรื่องราวดี ๆ อีกมากมาย

ถึงเวลาแล้วหรือ

S! Radio
Aon Unseen Nice Trip
เพลง ถึงเวลาแล้วหรือ
ศิลปิน อ้อน
อัลบั้ม Aon Unseen Nice Trip
ดูเนื้อเพลงคัดลอกโค้ดเพลงนี้ดาวน์โหลดริงโทน

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

10 อย่างที่ผู้ชายเสียเปรียบผู้หญิง

อันดับ 1

ผู้หญิงหอมแก้มกัน : ดูน่ารัก
ผู้ชายหอมแก้มกัน : อืยยย...หวาดเสียว ขนลุก

อันดับ 2

ผู้หญิงใส่กางเกงฟิตๆ : น่ามองจิงๆ น่าชม
ผู้ชายใส่กางเกงฟิตๆ : แหยะ! จะอ้วก

อันดับ 3

ผู้หญิงตบผู้ชาย : ป้องกันตัว หรือ "สุดจะทน"
ผู้ชายตบผู้หญิง : ไอ่หน้าตัวเมีย!

อันดับ 4

ผู้หญิงร้องไห้ : ดูน่าสงสาร
ผู้ชายร้องไห้ : ปลาซิว

อันดับ 5

ผู้หญิงเป็นเพื่อนกัน ดูแลห่วงใยเอาใจใส่กัน : ดูน่ารักดี สดชื่น
ผู้ชายเป็นเพื่อนกัน ดูแลห่วงใยเอาใจใส่กัน : ชักแปลก ดูเหมือนคู่เกย์

อันดับ 6

ผู้หญิงหลอกรับประทานผู้ชาย : อ่อ อาจเป็นเรื่องปกติ
ผู้ชายหลอกรับประทานผู้หญิง : สารเลว เกาะผู้หญิงกิน

อันดับ 7

ผู้หญิงพูดตรงๆ : ดูเป็นคนเปิดเผย
ผู้ชายพูดตรงๆ : ไอ่บ้า พูดไม่เข้าหูคน

อันดับ 8

ผู้หญิงเข้าห้องน้ำผู้ชาย : มันผิดพลาดกันได้!
ผู้ชายเข้าห้องน้ำผู้หญิง : ไอ่บ้า! โรคจิต

อันดับ 9

ผู้หญิงเดินตกท่อ : น่าสงสารจัง เป็นอะไรมากมั้ย?
ผู้ชายเดินตกท่อ : ไอ่โง่! เดินไม่ดูตาม้าตาเรือซะเลย

อันดับ 10

ผู้หญิงขับรถปาดหน้า : ช่างเหอะ ผู้หญิงก้ออย่างนี้แหละ
ผู้ชายขับรถปาดหน้า : แซงขึ้นแล้วยิง!!

10 ประการ เพื่อเร่งการเผาผลาญอาหาร

1. พยายามสร้างมวลกล้ามเนื้อ

ดังเช่นที่กล่าวไว้แล้วเมื่อตอนต้น ว่าระบบการเผาผลาญจะทำงานช้าลงเมื่อเราอายุมากขึ้น ประมาณว่ามันจะทำงานช้าลงปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีบางสิ่งที่คุณทำได้เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติ ชารี ลีเบอร์แมน ผู้เขียนหนังสือชื่อ Dare to Lose ให้ความเห็นว่า "กล้ามเนื้อนี่แหละคือตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดถึงระบบเผาผลาญพลังงานจากอาหาร ที่คุณกินเข้าไป ชี้ให้เห็นด้วยว่าคุณเผาแคลอรี่และเผาไขมันไปได้มากน้อยแค่ไหน" เธอยังแนะนำด้วยว่าถ้าคุณต้องการจะเร่งกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น อย่างน้อยก็ควรจะยกดัมบ์เบลหรือดึงแถบยางต้านแรงอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง เพียงเท่านี้มันก็ช่วยได้มากเลยในการเร่งกระบวนการเผาผลาญ และข่าวดีก็คือระบบเผาผลาญของคุณที่ดีขึ้นนี้ จะยังคงทำงานหนักไปได้อีกหลายชั่วโมงทีเดียว ภายหลังจากออกกำลังมาแล้ว


2. เคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ถ้าบอกว่าต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ใครๆก็รู้ แต่ก็ต้องย้ำกันไว้สักหน่อยล่ะว่าคุณควรจะเคลื่อนไหวแบบไม่ธรรมดา ด้วยการหาเวลาให้ได้สัก 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดินเร็วๆ, วิ่งจ็อกกิ้ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำหรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกบางอย่าง ให้ได้ความถี่อาทิตย์ละ 3 ถึง 4 ครั้ง เรื่องนี้ลีเบอร์แมนคนเดิมบอกว่า "ใครๆต่างก็ไม่ชอบทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ แต่มันก็จำเป็นต้องทำค่ะ"


3. กินเป็นปกติ อย่าได้อดอาหารเป็นอันขาด ลดน้ำหนักได้แต่อย่าอดอาหาร ฟังดูอาจจะเพี้ยน ๆ หน่อยสำหรับใครก็ตามที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการกินให้น้อยๆเข้าไว้ แต่ความคิดแบบเก่า ๆ นี้กลับเป็นปัญหา ตรงที่ว่ามันกลับไปทำให้กระบวนการเผาผลาญทำงานได้ช้าลง ตามคำอธิบายของจูลี เบเยอร์ นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนซึ่งกล่าวว่า"ทุกๆเซลในร่างกายเราก็ไม่ ต่างอะไรจากหลอดไฟ เมื่อเรากินอาหารไม่เพียงพอ หรือเปรียบกับได้รับเชื้อเพลิงน้อย เซลหรือไส้หลอดก็จะไม่เผาไหม้สว่างไสว ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารมื้อเล็กๆห่างกัน สามถึงสี่ชั่วโมงต่อมื้อ ก็จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี และช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย


4. ละเว้นน้ำตาล แน่ล่ะ แม้จะไม่มีน้ำตาล คุณก็ยังเลือกกินอาหารอร่อยๆได้ "เพราะเมื่อใดที่คุณกินน้ำตาลเข้าไป นั่นคือระบบการเผาผลาญจะถูกเปลี่ยนไปเป็นระบบเก็บกักไขมันอย่างรวดเร็ว" ตามที่ลีเบอร์แมนพูด ในเมื่อเธอเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องการบริโภคอาหารน้ำตาลต่ำ ด้วยหลักความคิดว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปตามปกตินี้ แม้ไม่มีน้ำตาล มันก็แตกตัวออกเพื่อช่วยรักษาระดับนำตาลในเลือดอยู่แล้ว

5. ไม่อดอาหารเช้า เป็นความจริงที่ไม่ค่อยจะมีใครคำนึงถึงเท่าไหร่เลยว่า คนที่กินอาหารเช้าที่ถูกสุขลักษณะเป็นประจำมักจะสะโอดสะองกว่าพวกที่ไม่กิน ลองคิดแบบนอกกะลากันดูหน่อยเป็นไร ถ้าหากคุณจะกินอาหารเช้าที่เป็นสลัดผักหรือว่าข้าวซ้อมมือ อาหารแบบนี้แหละที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญได้ดีนัก ทั้งยังมีเส้นใยอาหารมากกว่าอาหารประเภทอื่นด้วย

6. กินเผ็ดเข้าไว้ คงไม่ต้องถึงกับควันออกหู แต่ถ้าคุณชอบอาหารไทยอยู่แล้วก็ย่อมถือว่าเดินมาถูกทาง แม้แต่ลีเบอร์แมนเองก็ยังพูดเลยว่า"อาหารเผ็ดๆนี่แหละ ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญดีนัก" ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูเถอะว่าใครบ้างในวงข้าวของคุณ ที่กินเผ็ดแล้วเหงื่อแตกพลั่กๆ นั่นแหละกระบวนการเผาผลาญของเขากำลังทำงานอย่างหนักอยู่

7. ดื่มชาเขียว มิแชลล์ สเตรฟ ผู้ฝึกซ้อมกีฬาจากเนบราสกาให้ความเห็นว่า"มีวิธีค่อนข้างทำลายสุขภาพตั้ง หลายอย่างที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ อย่างการดื่มกาแฟแก่ๆสักแก้ว หรือการรับนิโคตินเข้าร่างกาย แต่ดิฉันไม่ได้บอกว่าคุณต้องสูบบุหรี่นะ" แต่ลีเบอร์แมนเองก็ให้คำแนะนำที่น่าสนใจในเรื่องนี้เช่นกันว่า แทนที่จะดื่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนมากๆแล้วต้องพบกับผลข้างเคียงค่อนข้าง อันตราย ก็น่าจะใช้ชาเขียวร้อนแทน ซึ่งชาเขียวที่ว่านี้จะกระตุ้นระบบเผาผลาญได้นานกว่าและมีประสิทธิภาพ มากกว่ากาแฟเสีย