วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

15/02/53

วันนี้เลย วันวาเลนไทน์ มาแล้ววว

เฮ้ออ ชีวิตก็เหมือนเดิม งั้นๆๆ

เราจะเจอเรื่องมากมาย ไม่รู้จบ

แต่สุดท้ายของเราแล้ว เราต้องทำเพื่อนอนาคต ของเรา

ทุกคน มีความฝัน แม้มันจะไกล แต่Oย่างๆน้อยๆ มันก็ทำให้เรามีความพยายามมากขึ้น

จิงไหมี ที่เขาว่าๆ คนเรายิ่งโต ยิ่งเห็นแก่ ตัว

อิ๋งไม่เคย คิด แต่ อิ๋ง ด่เจอแล้ว

โลกัมนไม่ได้สวย งาม เหมือน อิ๋ง อยู่ กะพ่อ แม่ ทุกคน คอยดู แล ประงม มา

เมื่อ มาเจอมันอาจจะเสทือนใจ แต่แม่คอยบอกเสอม อิ๋งยังมีแม่ แม่รักอิ๋ง

ทุกสิ่งทุกOย่างธรรมจะจัดสรร เราทำดี เราก็จะเจอคน ดีเอง

รักคุณ แม่ กะ คุณพ่อ

รักคุณยายคุณ ตา


อุ๋งอ๋ง รัก พี่เท่ ด้วยยย<<< ที่แหละที่ทำให้ อิ๋งได้เรียนรู้ความรู้สึก ของ คนอีกคนที่ไม่ใช่ผุ้หญิง


วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ชนกกานต์กะไชปัณญา


ชนกกานต์กะไชปัณญา


วาเลนไทน์

The best time in my life is having you beside me.

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฉัน คือคืนวันที่มีเธอเคียงข้าง



You’re the shinning stars brighten my life with hope
You’re the strength that support my life whenever I need.

เธอเห็นดาวในดวงใจ ส่องสว่างใสให้ความหวัง
เธอเป็นแรงพลัง ในทุกครั้งที่ฉันต้องการกำลังใจ



You’ve made my routine days become more meaning.

เธอทำให้วันคืนอันแสนธรรมดา เป็นวันเวลาที่มีความหมาย




I’ve know many people in this world
But l’ve a few to understand and truly love me.
One of them is you


มีคนมากมายในโลกกว้างที่ฉันรู้จัก แต่มีอยู่น้อยคนคน
ที่ฉันมั่นใจว่ารักและเข้าใจฉันจริง คนดี..เธอคือคนหนึ่งนั้น




The happy time in my life is doing everything for you.

ช่วงเวลาที่มีความสุขของฉัน คือการได้กระทำทุกสิ่งเพื่อเธอ






วันวาเลนไทน์ปีนี้ แม้อิ๋งจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ พี่เท่ .. แต่ยังไงก็ เดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันน๊า

เธอจะมีแต่รักตลอดไป เธอจะมีแต่ฉันตลอดไป จะมีใครคนไหนมาเปลี่ยนใจฉันไม่มี

จะดูแลเธอนั้นตลอดไป แม้ว่าฉันคนนี้!!! จะดีไม่พอก็ตามมมม >O<"""""




อุ๋งอิ๋ง รัก ป๋าเท่ ที่สุดในโลกกกเล๊ยยยย >O<""""




^O^

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เราได้ประโยชน์อะไรจากงานการฟิค อย่างไรบ้าง

ทำให้ ภาพดูขาวสวยขึ้นน

สามารถแต่งภาพได้ และเพิ่มคว่มสวยงามให้กับภาพมากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ถ้าความรักต้องทำให้เราร้องไห้


ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน

โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี


หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา


บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออกแต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ


จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต
ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง
อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้
เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา
หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน
หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น
ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว
ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี
ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า..
หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่
เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี
เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น
ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น
1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต
ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น


"หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก
ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า
ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า
แล้วยังจะมาเสียดายอดีต..
นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม"



อ้าอิงโอย www.teenee.com

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

8 อาการ รู้ได้อย่างไรว่าถูก " เพื่อนแอบชอบอยู่ " !!

1.คุณมักรู้สึกว่าถูกจ้องมองตลอดเวลา ไม่ว่าจะกิน เดิน หรือ หลับในห้องเรียน -*-

2.เวลาเค้าทำอะไรสักอย่างให้คุณ เค้าจะบอกว่า " ไม่เป็นไรหรอกเพื่อนกัน " แต่เมื่อคุณบอกว่า " ขอบใจน่ะ " คุณกลับจะได้รอยยิ้มแบบเขิล ๆ แบบเก็บไว้ไม่อยู่(แต่แอบเนียน)กลับมา

3.เวลาอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ๆ ถ้าคุณไม่ได้สังเกตุอะไรก็จะเหมือนทุกอย่างเป็นปรกติ แต่ถ้าลองสังเกตุใครสักคนนั้นซิ
เค้าจะมีอาการอะไรที่แปลกไปจากคนอื่นแน่นอน

4.เค้ามักจะงอลคุณโดยที่คุณไม่รู้สาเหตุโดยคุณจะเฝ้าถามตัวเองว่า " เป็นอะไรของ..ว่ะ !! "
*คนแอบรักจะรู้ดีว่าชอบงอลเค้าเรื่องอะไร

5.เวลาวันสำคัญคุณมากจะได้ของขวัญจากเค้าเป็นคนแรก (ถ้าไม่นับแฟนของคุณในกรณีที่มี) ไม่แน่อาจจะก่อนแฟนของคุณด้วยซ้ำ

6.เวลาคุณเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง เค้าจะนั่งฟังคุณอย่างใจจดใจจ่อ แม้เรื่องนั้นมันจะไม่มีสาระอะไรเลยก็ตาม -*-
แถมหัวเราะโอเวอร์ในมุขที่คนอื่นแค่ " หึ ๆ " หรือแป้กนั้นเอง

7.บางครั้งเค้าอาจจะถามถึงแฟนของคุณ แล้วพูดในเชิงว่าเค้าเป็นอย่างไรยังดีอยู่ไหม ?
แต่เวลาที่คุณทะเลาะกับแฟนคุณจริง ๆ เค้ากลับปลอบใจอย่างเอาเป็นเอาตาย และพยายามทำให้คุณ
คนดีกันให้ได้...เพราะเค้าไม่อาจทนเห็นน้ำตาของคุณไงล่ะ !

8.ถ้าคุณได้เจอกับคนๆนี้แล้ว ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นที่แปลกไปจากเดิม เพราะคิดซะว่า
ที่เค้าทำเพื่อนคุณก็แค่อยากให้คุณมีความสุขที่สุด เค้าไม่หวังอะไรไปมากกว่านั้น

นอกจาก ได้ใกล้ชิด ได้ดูแล แล้ว ได้รู้ว่าคุณมีความสุข ถึงจะไม่ได้รับ " คำว่ารัก " แต่แค่คำว่า " ขอบใจมากน่ะ "
แค่นี้ เค้าก็มีความสุข...มากพอแล้ว

เจ็บๆๆๆ

หวานต้นจืดปลาย

ของขวัญ


ถ้าพูดถึง ของขวัญ เรามักนึกถึงสิ่งของที่เรามอบให้กันในวันสำคัญต่าง ๆ แต่อันที่จริงแล้ว ยังมีของขวัญที่เราสามารถมอบให้กันได้ทุกวัน โดยไม่เสียเงินเลย

ของขวัญล้ำค่าเหล่านี้ ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ใดแล้ว ผลที่ได้รับมีคุณค่ามากมายมหาศาล ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องลงทุนซักแดงเดียว เรามาลองดูรายละเอียดของกิฟต์เซ็ต ชุดนี้กันดีกว่า


ของขวัญจากการฟัง : จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอผู้อื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจากภาษากาย : อย่าอายที่จะแสดงความรักต่อครอบครัวหรือเพื่อนของคุณ การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้ จับมือ, โอบไหล่, สวมกอด, หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจากความเบิกบาน : แบ่งปันเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ให้คนรอบข้าง มีเรื่องสนุกอย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจากการเขียน : กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ?ฉันรักคุณจังเลย? ... ?ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ? ... จะสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่คนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจากคำชม : ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากได้รับคำชม เช่น ?ผมทรงนี้ดูดีจัง? ?กับข้าวอร่อยมากเลยนะ? ?ผอมลงรึเปล่า ดูดีขึ้นเยอะเลยนะ? แต่อย่าชมจนเว่อร์ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่จริงใจ

ของขวัญจากความมีน้ำใจ : ความจริงคนเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ สภาพสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการ ?หลับใน? การแบ่งปันให้กันจะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นนะ

ของขวัญจากเวลาส่วนตัว : บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง อย่าลืมเคารพสิทธิ์ผู้อื่นด้วย ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเมื่อเขาต้องการ


ของขวัญจาการให้กำลังใจ : คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส ?ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้? ? ยากกว่านี้เธอยังทำได้เลย? สักวันรถของคุณเองก็อาจขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจาก มธุรสวาจา : คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ?ขอบคุณ? ?ขอโทษ? ?ไม่เป็นไร? เพราะคุณเองก็คงอยากฟังคำพูดดี ๆ จากคนอื่นบ้างเหมือนกัน

เห็นไหมว่า เรามีของขวัญมากมายอยู่กับตัวที่สามารถหยิบยื่นให้แก่กัน ได้ทุกที่ทุกเวลา ลองมอบให้คนข้าง ๆ ซักคนละชิ้น สองชิ้น เริ่มต้นจาก การยิ้มให้กันก่อน ยิ้ม เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพและเรื่องราวดี ๆ อีกมากมาย

ถึงเวลาแล้วหรือ

S! Radio
Aon Unseen Nice Trip
เพลง ถึงเวลาแล้วหรือ
ศิลปิน อ้อน
อัลบั้ม Aon Unseen Nice Trip
ดูเนื้อเพลงคัดลอกโค้ดเพลงนี้ดาวน์โหลดริงโทน

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

10 อย่างที่ผู้ชายเสียเปรียบผู้หญิง

อันดับ 1

ผู้หญิงหอมแก้มกัน : ดูน่ารัก
ผู้ชายหอมแก้มกัน : อืยยย...หวาดเสียว ขนลุก

อันดับ 2

ผู้หญิงใส่กางเกงฟิตๆ : น่ามองจิงๆ น่าชม
ผู้ชายใส่กางเกงฟิตๆ : แหยะ! จะอ้วก

อันดับ 3

ผู้หญิงตบผู้ชาย : ป้องกันตัว หรือ "สุดจะทน"
ผู้ชายตบผู้หญิง : ไอ่หน้าตัวเมีย!

อันดับ 4

ผู้หญิงร้องไห้ : ดูน่าสงสาร
ผู้ชายร้องไห้ : ปลาซิว

อันดับ 5

ผู้หญิงเป็นเพื่อนกัน ดูแลห่วงใยเอาใจใส่กัน : ดูน่ารักดี สดชื่น
ผู้ชายเป็นเพื่อนกัน ดูแลห่วงใยเอาใจใส่กัน : ชักแปลก ดูเหมือนคู่เกย์

อันดับ 6

ผู้หญิงหลอกรับประทานผู้ชาย : อ่อ อาจเป็นเรื่องปกติ
ผู้ชายหลอกรับประทานผู้หญิง : สารเลว เกาะผู้หญิงกิน

อันดับ 7

ผู้หญิงพูดตรงๆ : ดูเป็นคนเปิดเผย
ผู้ชายพูดตรงๆ : ไอ่บ้า พูดไม่เข้าหูคน

อันดับ 8

ผู้หญิงเข้าห้องน้ำผู้ชาย : มันผิดพลาดกันได้!
ผู้ชายเข้าห้องน้ำผู้หญิง : ไอ่บ้า! โรคจิต

อันดับ 9

ผู้หญิงเดินตกท่อ : น่าสงสารจัง เป็นอะไรมากมั้ย?
ผู้ชายเดินตกท่อ : ไอ่โง่! เดินไม่ดูตาม้าตาเรือซะเลย

อันดับ 10

ผู้หญิงขับรถปาดหน้า : ช่างเหอะ ผู้หญิงก้ออย่างนี้แหละ
ผู้ชายขับรถปาดหน้า : แซงขึ้นแล้วยิง!!

10 ประการ เพื่อเร่งการเผาผลาญอาหาร

1. พยายามสร้างมวลกล้ามเนื้อ

ดังเช่นที่กล่าวไว้แล้วเมื่อตอนต้น ว่าระบบการเผาผลาญจะทำงานช้าลงเมื่อเราอายุมากขึ้น ประมาณว่ามันจะทำงานช้าลงปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีบางสิ่งที่คุณทำได้เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติ ชารี ลีเบอร์แมน ผู้เขียนหนังสือชื่อ Dare to Lose ให้ความเห็นว่า "กล้ามเนื้อนี่แหละคือตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดถึงระบบเผาผลาญพลังงานจากอาหาร ที่คุณกินเข้าไป ชี้ให้เห็นด้วยว่าคุณเผาแคลอรี่และเผาไขมันไปได้มากน้อยแค่ไหน" เธอยังแนะนำด้วยว่าถ้าคุณต้องการจะเร่งกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น อย่างน้อยก็ควรจะยกดัมบ์เบลหรือดึงแถบยางต้านแรงอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง เพียงเท่านี้มันก็ช่วยได้มากเลยในการเร่งกระบวนการเผาผลาญ และข่าวดีก็คือระบบเผาผลาญของคุณที่ดีขึ้นนี้ จะยังคงทำงานหนักไปได้อีกหลายชั่วโมงทีเดียว ภายหลังจากออกกำลังมาแล้ว


2. เคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ถ้าบอกว่าต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ใครๆก็รู้ แต่ก็ต้องย้ำกันไว้สักหน่อยล่ะว่าคุณควรจะเคลื่อนไหวแบบไม่ธรรมดา ด้วยการหาเวลาให้ได้สัก 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดินเร็วๆ, วิ่งจ็อกกิ้ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำหรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกบางอย่าง ให้ได้ความถี่อาทิตย์ละ 3 ถึง 4 ครั้ง เรื่องนี้ลีเบอร์แมนคนเดิมบอกว่า "ใครๆต่างก็ไม่ชอบทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ แต่มันก็จำเป็นต้องทำค่ะ"


3. กินเป็นปกติ อย่าได้อดอาหารเป็นอันขาด ลดน้ำหนักได้แต่อย่าอดอาหาร ฟังดูอาจจะเพี้ยน ๆ หน่อยสำหรับใครก็ตามที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการกินให้น้อยๆเข้าไว้ แต่ความคิดแบบเก่า ๆ นี้กลับเป็นปัญหา ตรงที่ว่ามันกลับไปทำให้กระบวนการเผาผลาญทำงานได้ช้าลง ตามคำอธิบายของจูลี เบเยอร์ นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนซึ่งกล่าวว่า"ทุกๆเซลในร่างกายเราก็ไม่ ต่างอะไรจากหลอดไฟ เมื่อเรากินอาหารไม่เพียงพอ หรือเปรียบกับได้รับเชื้อเพลิงน้อย เซลหรือไส้หลอดก็จะไม่เผาไหม้สว่างไสว ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารมื้อเล็กๆห่างกัน สามถึงสี่ชั่วโมงต่อมื้อ ก็จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี และช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย


4. ละเว้นน้ำตาล แน่ล่ะ แม้จะไม่มีน้ำตาล คุณก็ยังเลือกกินอาหารอร่อยๆได้ "เพราะเมื่อใดที่คุณกินน้ำตาลเข้าไป นั่นคือระบบการเผาผลาญจะถูกเปลี่ยนไปเป็นระบบเก็บกักไขมันอย่างรวดเร็ว" ตามที่ลีเบอร์แมนพูด ในเมื่อเธอเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องการบริโภคอาหารน้ำตาลต่ำ ด้วยหลักความคิดว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปตามปกตินี้ แม้ไม่มีน้ำตาล มันก็แตกตัวออกเพื่อช่วยรักษาระดับนำตาลในเลือดอยู่แล้ว

5. ไม่อดอาหารเช้า เป็นความจริงที่ไม่ค่อยจะมีใครคำนึงถึงเท่าไหร่เลยว่า คนที่กินอาหารเช้าที่ถูกสุขลักษณะเป็นประจำมักจะสะโอดสะองกว่าพวกที่ไม่กิน ลองคิดแบบนอกกะลากันดูหน่อยเป็นไร ถ้าหากคุณจะกินอาหารเช้าที่เป็นสลัดผักหรือว่าข้าวซ้อมมือ อาหารแบบนี้แหละที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญได้ดีนัก ทั้งยังมีเส้นใยอาหารมากกว่าอาหารประเภทอื่นด้วย

6. กินเผ็ดเข้าไว้ คงไม่ต้องถึงกับควันออกหู แต่ถ้าคุณชอบอาหารไทยอยู่แล้วก็ย่อมถือว่าเดินมาถูกทาง แม้แต่ลีเบอร์แมนเองก็ยังพูดเลยว่า"อาหารเผ็ดๆนี่แหละ ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญดีนัก" ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูเถอะว่าใครบ้างในวงข้าวของคุณ ที่กินเผ็ดแล้วเหงื่อแตกพลั่กๆ นั่นแหละกระบวนการเผาผลาญของเขากำลังทำงานอย่างหนักอยู่

7. ดื่มชาเขียว มิแชลล์ สเตรฟ ผู้ฝึกซ้อมกีฬาจากเนบราสกาให้ความเห็นว่า"มีวิธีค่อนข้างทำลายสุขภาพตั้ง หลายอย่างที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ อย่างการดื่มกาแฟแก่ๆสักแก้ว หรือการรับนิโคตินเข้าร่างกาย แต่ดิฉันไม่ได้บอกว่าคุณต้องสูบบุหรี่นะ" แต่ลีเบอร์แมนเองก็ให้คำแนะนำที่น่าสนใจในเรื่องนี้เช่นกันว่า แทนที่จะดื่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนมากๆแล้วต้องพบกับผลข้างเคียงค่อนข้าง อันตราย ก็น่าจะใช้ชาเขียวร้อนแทน ซึ่งชาเขียวที่ว่านี้จะกระตุ้นระบบเผาผลาญได้นานกว่าและมีประสิทธิภาพ มากกว่ากาแฟเสีย

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

คิดบวก ชีวิตบวก

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ เวลาเจอความทุกข์หนัก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)
เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต เวลาเจอความป่วยไข้
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี
เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง
เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง เวลาเจอแฟนทิ้ง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ
เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง เวลาเจอภาวะ
หลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม เวลาเจอคนเลว
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ เวลาเจออุบัติเหตุ
ใ
ห้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด” เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส” เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต เวลาเจอความตาย
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

อาหารทำร้ายดวงตา

เกร็ดความรู้ คู่ สุขภาพ วันนี้มีเรื่องดีๆ มาฝาก...
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า อาหารจานโปรด ที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน
บางครั้งอาจจะเป็นอันตรายต่อ ดวงตา และ สายตา ก็ได้
ว่าแล้วเราไปอ่าน เกร็ดความรู้ คู่ สุขภาพ นี้พร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ
อาหารที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน บางครั้งอาจจะเป็นอันตรายต่อดวงตาก็ได้

วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...
นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮิโรซากิ ประเทศญี่ปุ่น

ได้ทำการทดลองกับหนูพบว่า
หนูที่กินอาหารที่มีปริมาณสารโซเดียมกลูตาเมทซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับผงชูรส
มีความสามารถในการมองเห็นลดลงเนื่องจากชั้นเรตินาในดวงตาถูกทำลาย
และกิจกรรมการส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าในเซลล์ประสาทตาลดลง
ซึ่งอาจส่งผลเช่นเดียวกันนี้กับมนุษย์
นอกจากนี้ฮิโรชิ โฮกุโร

หัวหน้าคณะวิจัยสังเกตว่า สาเหตุที่จำนวน
ผู้ป่วยโรคต้อหินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
อาจมาจากการนิยมรับประทานอาหารที่ปรุงรสด้วยสารโมโนโซเดียมกลูตาเมท

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารับประทานผงชูรสมากจนเกินไป จะได้ไม่เสียสุขภาพ